top of page

𝐓𝐡𝐞 𝐂𝐨𝐫𝐞-𝐁𝐚𝐬𝐞𝐝 𝐋𝐢𝐯𝐢𝐧𝐠 𝐁𝐥𝐨𝐠 𝐒𝐞𝐫𝐢𝐞𝐬: 𝐁𝐥𝐨𝐠𝟎𝟎 - เมื่อเรารับรู้ชีวิตตามความเป็นจริง

  • Writer: ๋๋Jan Laman
    ๋๋Jan Laman
  • 11 minutes ago
  • 3 min read

🌈เมื่อเรารับรู้ชีวิตตามความเป็นจริง 𝐒𝐞𝐞𝐢𝐧𝐠 𝐟𝐫𝐨𝐦 𝐭𝐡𝐞 𝐂𝐨𝐫𝐞


จากจิตสำนึกรู้บริสุทธิ์

สู่การมองโลก ธรรมชาติ ร่างกาย

และการใช้ชีวิตประจำวัน


──────────


ตั้งแต่เรายังเล็ก ก็มีคนถามเราแล้วว่า

“โตขึ้นอยากเป็นอะไร”

พอโตขึ้นมาอีกหน่อย

คำถามก็ค่อย ๆ ลึกลงไปอีกว่า


“แล้วเราเกิดมาเพื่ออะไร”

และเราก็ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตหลังจากนั้น

ไปกับการพยายามตอบคำถามเหล่านี้

พยายามเป็นคนที่ดีพอ

เป็นคนที่เก่งพอ พิเศษพอ

เป็นฝ่ายที่ถูก เป็นฝ่ายที่ดี

เป็นแสง ไม่เป็นเงา

ลองเป็นแบบนั้นที ลองเป็นแบบนี้ที

จนมาถึงวันหนึ่ง

ที่เหนื่อยกับการพยายามเป็นมามากพอ

เราก็เริ่มหันกลับมาถามตัวเองว่า

แล้วตกลง…


“ตัวตนที่แท้จริงของเรา คืออะไรกันแน่”

ตรงนี้แหละค่ะ


ที่หลายคนเริ่มกลับเข้ามาค้นหาข้างในตัวเอง

แต่มีเรื่องที่แอบตลกอยู่นิดนึง —


พอเราเหนื่อยกับการพยายามเป็นคนเก่ง คนสำเร็จ


เราก็ไม่ได้หยุดพยายาม


เราแค่เปลี่ยนหัวข้อ


มาเป็น “พยายามหาตัวตนที่แท้จริง” แทน


ก็ยังวิ่งอยู่ดี

แค่วิ่งไปอีกทางหนึ่ง


เป็นมนุษย์นี่ ก็เหนื่อยอยู่ไม่น้อยเลยนะคะ

แจนเองก็เคยเป็นมาก่อนค่ะ

──────────

✨ ตัวตนของเราถูกประกอบขึ้นมาอย่างไร

⠀⠀

จนช่วงหนึ่ง แจนได้ย้อนกลับไปดู

หลายภพ หลายชาติ หลายร่างของตัวเอง

แล้วเห็นตามความเป็นจริงว่า

เราเป็นมาหมดแล้ว


เคยเกิดเป็นผู้หญิง และเคยเกิดเป็นผู้ชาย


เคยอยู่ฝ่ายแสง และเคยอยู่ฝ่ายมืด


เคยเป็นผู้กอบกู้และเคยเป็นผู้ทำลาย


เคยรู้สึกยิ่งใหญ่ และเคยรู้สึกไร้ค่า


ทุกขั้วเราเป็นมาแล้วทั้งนั้น

และวันที่เห็นครบทั้งสองข้าง แจนถึงเข้าใจว่า

การพยายามเป็นใครสักคนมาทั้งชีวิต

ไม่ใช่เพราะเรายังหาตัวเองไม่เจอ

แต่เพราะสำนึกรู้ของเรา ถูกลากให้วิ่งไปมา

ระหว่างขั้วหนึ่ง ไปอีกขั้วหนึ่ง

โดยไม่รู้ตัว จนไม่เคยได้หยุดเลย

เหมือนลูกตุ้มที่ถูกดึงไปด้านหนึ่ง

ก็มีแรงเหวี่ยงกลับไปอีกข้างหนึ่งเอง

──────────

ทุกอย่างที่เราเคยทำลงไป

ทิ้งประจุอารมณ์ไว้ข้างใน

เคยทำร้าย ก็ทิ้งความรู้สึกผิดไว้


เคยสูญเสีย ก็ทิ้งความกลัวไว้


ประจุอารมณ์เหล่านั้น

ไม่ได้สร้างเพียงแรงเหวี่ยง

แต่มันยังคอยดูดสำนึกรู้ของเรา

ให้ออกจากแกนกลาง เข้าไปอยู่ในขั้วนั้น

โดยที่เราไม่รู้ตัว

เมื่อสำนึกรู้เข้าไปอยู่ในขั้วนั้น

ก็จะเกาะอยู่กับแรงเหวี่ยง

ที่ประจุอารมณ์สร้างขึ้น

จึงค่อย ๆ สร้างชั้นเปลือกขึ้นมา

เหมือนกรอบแว่นและเลนส์

ในการมองโลกให้กับเรา

กรอบแว่น ก็คือกรอบความเชื่อ

ที่ทำให้มุมมองของเราแคบ

พุ่งไปที่เรื่องราวที่แรงเหวี่ยงนั้นพาไป


เราจึงเห็นไม่รอบด้าน

ส่วนเลนส์คอยแต่งแต้มเฉดสีของมันเอง

ลงไปในทุกเหตุการณ์ที่เราพบเจอ

เหมือนโลกทั้งใบ

ก็ค่อย ๆ จัดวางตัวเองให้เข้ากับเฉดสีนั้น

การตัดสินใจตอบสนองต่อชีวิต

ก็เป็นไปตามกรอบและเลนส์เหล่านั้น

ที่ซ้อนทับกันจนกลายเป็นตัวตนในปัจจุบัน

──────────

🌿 การแกว่งไปมา เป็นธรรมชาติของการคืนสมดุล


ไม่ใช่ความผิด และไม่ใช่ความหลง

เหมือนน้ำขึ้นน้ำลง

เหมือนกลางวันกลางคืน

เหมือนหายใจเข้า แล้วต้องหายใจออก

เหมือนการเคลื่อนของหยิน-หยาง

แม้แต่ความอยากเป็นคนดี

อยากมีคุณค่า อยากมีความหมาย

อยากเป็นแสงที่คอยช่วยกอบกู้โลก

ลึก ๆ ก็ คือแรงเหวี่ยงกลับ

ของบางสิ่งที่เคยหนักไปอีกข้างหนึ่ง

และการที่สำนึกรู้ถูกเหวี่ยงไปมานี่เอง

ที่ทำให้ชีวิตเหนื่อย —

ไม่ใช่ตัวการแกว่ง

แต่คือการที่เรา

ยังไม่เคยได้กลับเข้าไป

ยังใจกลางจิตสำนึกรู้บริสุทธิ์ของเรา

แล้วมองชีวิตออกมาจากตรงนั้น

เห็นทุกอย่างทั้งหมด

ด้วยความเป็นหนึ่งเดียว

ตามความเป็นจริง

ไร้ขั้ว ไร้กรอบ ไร้เฉด

──────────

✨ แล้วใจกลางที่ว่านั้นคืออะไร


ลองนึกถึงแสงขาวดูนะคะ

แสงที่ยังไม่ได้แตกออกเป็นสีใด

ทุกสียังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอยู่

พอมันฉายผ่านหยดน้ำ ผ่านปริซึม

จึงแผ่ออกเป็นทั้งสเปกตรัม — ของแสงทุกสี

เป็นทุกขั้ว ทุกเฉด

ที่เราเคยเป็นมา

การกลับมาที่ 𝐂𝐨𝐫𝐞

คือการกลับเข้ามาที่ใจกลางของแสงขาวนั้น

จุดที่ทุกสียังเป็นหนึ่ง

ก่อนจะแยกจากกัน

และเมื่อมองออกไปจากตรงนี้

เราจึงเห็นทุกสี ทุกขั้ว

ทั้งแสงและเงา

เป็นเนื้อเดียวกันกับเรา

และแผ่ออกมาจากใจกลางเดียวกัน

จุดนั้นเอง ที่เราเรียกว่า

𝐓𝐡𝐞 𝐂𝐨𝐫𝐞 𝐨𝐟 𝐂𝐨𝐧𝐬𝐜𝐢𝐨𝐮𝐬𝐧𝐞𝐬𝐬

— ใจกลางดวงจิตบริสุทธิ์ —


ที่ไม่เคยแยกจาก Source

──────────

🌿 แล้วเรากลับไปที่ตรงนั้นได้อย่างไร

เราเพียงแค่ปล่อย

ค่อย ๆ ถอยเข้ามา เพื่อกลับสู่ใจกลาง

ไม่ใช่ถอยออกไป

ยืนดูชีวิตอยู่นอกวง

แล้วลอยตัวหลุดออก

จากแรงดึงของทุกขั้ว ทุกเฉดสี

จนกลับมาแนบเนียน กลืนเนียนเป็นเนื้อเดียว

กับใจกลางเดิมของเรา

เมื่อสำนึกรู้กลับมาแนบเนียนที่ Core


— สภาวะสำนึกรู้บริสุทธิ์ (𝐏𝐮𝐫𝐞 𝐂𝐨𝐧𝐬𝐜𝐢𝐨𝐮𝐬𝐧𝐞𝐬𝐬)


จึงเผยตัวออกมา

กระจ่างใส และเป็นกลาง

เหมือนเราเป็นแสงขาว

ที่เป็นต้นทาง และศูนย์รวมของแสงทุกสี

──────────

🌿 ชีวิตเมื่อกลับมาอยู่ที่ 𝐂𝐨𝐫𝐞


การกลับมาอยู่ที่ Core

ไม่ใช่ความว่างที่เย็นชา

แต่เป็นความอิ่ม อุ่น เต็ม จนล้นออกมาเอง

เหมือนเด็กเล็ก ๆ ใส ๆ

ที่ยังไม่มีกรอบและเลนส์ครอบ

ยังไม่ได้พยายามฝึกอะไร

ไม่ได้คอยสังเกตตัวเอง

แค่อยู่กับชีวิตตรงหน้า

ด้วยความสด ความอยากรู้

และความมีชีวิตชีวา

ที่ไม่ต้องไปเรียกร้องหาจากไหน

เพราะเต็มอยู่แล้ว

จึงไม่ต้องออกไปหาอะไรมาเติม

และเมื่อการรับรู้กลับมาอยู่ตรงนี้

เราไม่ได้กลายเป็นคนใหม่

ที่ดีกว่าหรือสูงกว่าเดิม

เพราะที่ตรงนี้ไม่เคยหายไปไหนเลย


เราเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรก

มีเพียงการเห็นและปล่อยขั้ว

จนความเป็นธรรมชาติเดิม

ปรากฏขึ้นมาเอง

และจากตรงนี้

จะโอบกอด ยอมรับ ทุกอย่างไว้ได้ทั้งหมด

โดยไม่ติดอยู่ที่ไหนเลย

เราจะมีชีวิตที่ตอบสนองกับทุกขณะ

จากแก่นแท้ของตัวเองนี้


──────────

🌱 การกระทำที่ไหลออกมาจาก 𝐂𝐨𝐫𝐞


การกระทำที่ออกมาจากตรงนี้

จึงไม่ได้เกิดจากความอยากได้อยากเป็น

หรือแม้แต่ความอยากช่วย

แต่ไหลออกมาเองตามธรรมชาติ

เหมือนต้นไม้ที่เติบโต แตกกิ่งก้าน

ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นร่มเงาให้ใคร

มันแค่เป็นต้นไม้

แล้วร่มเงานั้นก็เกิดขึ้นเอง


เป็นของขวัญให้โลก โดยไม่ต้องพยายาม

──────────

🌳7 ชั้นรากของการรับรู้

เมื่อสำนึกรู้กลับมาอยู่ที่ Core


สิ่งที่อยู่รอบ ๆ Core

สามารถมองเห็นเป็นชั้นต่าง ๆ ของการรับรู้

แต่ละชั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่แยกขาดจากกัน

มันเป็นชั้นของประสบการณ์ที่ค่อย ๆ ซ้อนทับกัน

และมีส่วนต่อการสร้างวิธีที่เรารับรู้ตัวเองและชีวิต

𝟏. 𝐎𝐧𝐞𝐧𝐞𝐬𝐬 — 𝐑𝐞𝐭𝐮𝐫𝐧𝐢𝐧𝐠 𝐭𝐨 𝐭𝐡𝐞 𝐂𝐨𝐫𝐞

ชั้นของตัวตนและการรับรู้ถึงความเป็นหนึ่งเดียว

สำนึกรู้กลับมาอยู่ศูนย์กลางเดิม

ก่อนที่สำนึกรู้จะถูกดึงออกไปตามขั้วอารมณ์ต่าง ๆ

และโอบกอดทุกขั้วอารมณ์

ทุกตัวตน ที่เป็นเราทั้งหมด

ในทุก Timeline ทุกภพชาติ


จนทุกส่วนที่เคยแยกจากกัน กลับมาหลอมรวม

กลืนเนียนเป็นหนึ่งเดียว เนื้อเดียวกันทั้งหมด

𝟐. 𝐓𝐢𝐦𝐞-𝐁𝐨𝐮𝐧𝐝 𝐌𝐞𝐦𝐨𝐫𝐲

ชั้นของความทรงจำที่ผูกอยู่กับเวลา

ประสบการณ์ในอดีต

สิ่งที่เกิดขึ้น

สิ่งที่เราผ่านมา


มีแรงเหวี่ยงของขั้วอารมณ์

ส่งผลต่อเนื่องข้าม Timeline

สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่เรามองปัจจุบัน

และมีอิทธิพลต่อการรับรู้

และทางเลือกที่เรากำลังเห็นอยู่ในวันนี้

𝟑. 𝐄𝐚𝐫𝐥𝐲 𝐂𝐨𝐧𝐝𝐢𝐭𝐢𝐨𝐧𝐢𝐧𝐠


ชั้นของการเรียนรู้ในช่วงแรกของชีวิต

ก่อนที่เราจะสามารถเลือกอย่างมีสำนึก

ร่างกายและระบบภายในของเราได้เรียนรู้ว่า

อะไรปลอดภัย

อะไรไม่ปลอดภัย

เมื่อไหร่ต้องตอบสนอง

เมื่อไหร่ต้องป้องกันตัวเอง

รูปแบบเหล่านี้สามารถทำงานต่อไปโดยอัตโนมัติ

แม้ในวันที่เราไม่จำเป็นต้องเอาตัวรอดอีกแล้ว

𝟒. 𝐎𝐫𝐢𝐠𝐢𝐧 𝐈𝐝𝐞𝐧𝐭𝐢𝐭𝐲

ชั้นของการรับรู้เกี่ยวกับต้นกำเนิดของตัวตน

ก่อนที่เราจะถูกกำหนดด้วยบทบาท

ความคาดหวัง

หรือกรอบความเชื่อจากโลกภายนอก


ตามแรงเหวี่ยงของขั้วอารมณ์ ที่ส่งผลกระทบมาหลายภพชาติ


ก่อนที่จะมาเกิดบนโลกใบนี้

มีบางสิ่งที่เป็นเราอยู่แล้ว

ที่เป็นแก่นแท้ (True Essence) ของเรา

ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องออกไปค้นหาว่า

“เราเกิดมาเพื่อเป็นใคร”
"เราเกิดมาเพื่ออะไร"

แต่เป็นสิ่งที่สามารถรับรู้ได้


เมื่อสิ่งที่ปิดบังมันค่อย ๆ คลายออก


𝟓. 𝐈𝐧𝐡𝐞𝐫𝐢𝐭𝐞𝐝 𝐌𝐞𝐦𝐨𝐫𝐲

ชั้นของความทรงจำที่ถูกส่งต่อ

บางสิ่งที่เราแบกอยู่

อาจไม่ได้เริ่มต้นจากเรา

เรื่องราวของครอบครัว

ความสัมพันธ์

รูปแบบที่ถูกสืบทอดกันมา

จากรุ่นสู่รุ่น

จากบรรพบุรุษ

สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการรับรู้


จนเราอาจเผลอคิดว่านั่นคือ “ตัวเรา”

ทั้งที่บางสิ่งเป็นเพียงสิ่งที่เราได้รับมา

𝟔. 𝐄𝐧𝐞𝐫𝐠𝐞𝐭𝐢𝐜 𝐑𝐞𝐬𝐨𝐧𝐚𝐧𝐜𝐞 𝐰𝐢𝐭𝐡 𝐆𝐚𝐢𝐚

ชั้นของการรับรู้ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน

และความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับธรรมชาติ

ร่างกายไม่ได้แยกออกจากระบบชีวิตที่ใหญ่กว่า

เราดำรงอยู่ท่ามกลางจังหวะของธรรมชาติ

แสง

อากาศ

น้ำ

พื้นดิน

และสนามพลังงานของสิ่งมีชีวิตรอบตัว

เมื่อการใช้ชีวิตกลับมาสอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ

ระบบภายในก็สามารถกลับมารับรู้จังหวะของตัวเองได้ชัดขึ้น


𝟕. 𝐓𝐫𝐮𝐞 𝐖𝐞𝐚𝐥𝐭𝐡

ชั้นของการรับรู้เกี่ยวกับคุณค่าและความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์

ความมั่งคั่งไม่ได้เริ่มต้นจากสิ่งที่เราออกไปสะสม

แต่มันเริ่มต้นจากคุณค่าที่แท้จริงภายใน

เมื่อเราไม่ได้ใช้ชีวิตจากความขาด


สิ่งที่เราสร้าง

สิ่งที่เราเลือก

และสิ่งที่เราให้คุณค่ากับมัน


ก็สามารถเกิดขึ้นจากพื้นที่ที่เต็มอยู่แล้ว

──────────

✨ชีวิตทำงานผ่านหลายกลไกพร้อมกัน


จาก

Core → สำนึกรู้ → เปลือก

ชั้นเปลือกที่ทับใจกลางของเราไว้

ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ

แต่ถูกสำนึกรู้ประกอบขึ้น

จากกลไกชีวิตทั้ง 4 ที่ทำงานร่วมกัน

1. กลไกการสร้างสรรค์

ทุกแรงที่ส่งออกไป มีแรงตอบกลับของมันเสมอ

เมื่อรูปแบบใดเกิดขึ้นซ้ำ ๆ

สำนึกรู้จะจดจำจังหวะนั้น

แล้วประกอบมันเป็นชั้นเปลือก

จนกลายเป็นวงจรภายใน

2. กลไกของสำนึกรู้

สำนึกรู้ประกอบเรื่องราว ความจำ และความหมาย

ทับลงเป็นสีสันบนแก่นเดิมที่บริสุทธิ์

จนก่อเป็นชั้นประกอบ


ที่เราเข้าใจว่าเป็น “ตัวเรา”

3. กลไกพลังงาน (Energy Anatomy)

ภายในตัวเรา และ รอบตัวเรา มีโครงสร้างระบบพลังงาน

ที่ไหลเวียนเข้า-ออก อยู่ตลอดเวลา

เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมหนึ่งนานพอ


โครงสร้างนี้จะเรียงตัว

ตามสิ่งที่ได้รับเป็นประจำ

แล้วสำนึกรู้ก็ประกอบมันขึ้นเป็น


ชั้นเปลือกเชิงการรับรู้

ที่เกิดจากความคุ้นเคยภายใน

4. กลไกของร่างกาย

ระบบประสาท คลื่นสมอง

ฮอร์โมนและเคมีภายใน

บันทึกวิธีตอบสนองที่รับเป็นประจำ

จนกลายเป็นชั้นประกอบในระดับร่างกาย

และทั้งหมดนี้สัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียว

สร้างเป็นประสบการณ์


ที่เราเรียกว่า “ชีวิตจริง”


และเมื่อสำนึกรู้

กลับมาเห็นกลไกทั้งหมดนี้จาก Core

ตามความเป็นจริง

ชั้นเปลือกที่เคยทับซ้อน

ก็ค่อย ๆ คลายออกเอง


──────────

💎𝐓𝐡𝐞 𝐂𝐨𝐫𝐞-𝐁𝐚𝐬𝐞𝐝 𝐒𝐞𝐬𝐬𝐢𝐨𝐧𝐬


สำหรับผู้ที่อยากกลับมาสัมผัสสิ่งนี้

ผ่านประสบการณ์ตรง

The Core-Based Sessions — Seeing from the Core

พื้นที่สำหรับกลับมาสัมผัส

แก่นแท้ของตนเอง

ผ่านประสบการณ์ตรง

สิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละ Session

ไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูปให้

เราจะค่อย ๆ เปิดพื้นที่ให้คุณกลับมารับรู้

สิ่งที่เกิดขึ้นภายในด้วยตัวเอง

บางสิ่งค่อย ๆ คลี่ออกให้เห็น

บางสิ่งอาจยังไม่เปิดในครั้งนั้น

เพราะแต่ละชั้นของการรับรู้

จะค่อย ๆ เปิดออกเมื่อพร้อม

คลิกเพื่อดูรายละเอียด The Core-Based Sessions


──────────

🌎𝐓𝐡𝐞 𝐂𝐨𝐫𝐞-𝐁𝐚𝐬𝐞𝐝 𝐋𝐢𝐯𝐢𝐧𝐠 𝐄𝐜𝐨𝐬𝐲𝐬𝐭𝐞𝐦


การกลับมาที่ Core

ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในช่วง Session

แล้วจางไปเมื่อกลับสู่ชีวิตจริง

จึงมีพื้นที่ 4 ส่วนที่สนับสนุนกัน

เรียนรู้ — Energy is Everything (ฟรี)

ฝึกปฏิบัติ — Guided Meditation (ฟรี)

เห็นความเป็นจริง — The Core-Based Sessions

ใช้ชีวิต — Embodied Reflections & Insights (ฟรี)

เพื่อให้สิ่งที่เห็นใน Session

ค่อย ๆ ซึมเข้าเป็นส่วนหนึ่ง

ของการใช้ชีวิตจริง

คลิกเพื่อดูรายละเอียด The Core-Based Living Ecosystem

──────────

ตรงนี้ไม่มีอะไรใหม่รอเราอยู่

ไม่มีตัวตนที่ดีกว่า

ไม่มีเวอร์ชันที่สูงกว่า

มีแค่ที่เดิม


ที่เราไม่เคยได้กลับไปนั่งอยู่จริง ๆ 🌿

⠀ ⠀


𝐖𝐢𝐭𝐡 𝐒𝐢𝐧𝐜𝐞𝐫𝐢𝐭𝐲 𝐚𝐧𝐝 𝐑𝐞𝐬𝐩𝐞𝐜𝐭 𝐟𝐨𝐫 𝐀𝐥𝐥 𝐋𝐢𝐟𝐞 🌞



Comments


bottom of page